วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
ดอกล้วยไม้โสมสวลี
ดอกกล้วยไม้ฟาแลนนอพซีส
กล้วยไม้ฟาแลนนอพซีส "พริ้นเซสจุฬาภรณ์" กล้วยไม้พระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เป็นกล้วยไม้พันธุ์ใหม่ ที่รัฐบาลศรีลังกา ทูลเกล้าฯ ถวายนาม กล้วยไม้ฟาแลนนอฟซิส พริ้นเซสจุฬาภรณ์ (Phalaenopsis Princess Chulabhorn) กล้วยไม้ฟาแลนนอพซิส พันธุ์พระนามนี้ เป็นผลงานการผสมพันธุ์ของสวนพฤกษศาสตร์เปราเดนนิยา (Royal Botanical Garden Peradeniya )ประเทศศรีลังกา เป็นลูกผสมของPhalaenopsis Rose Miva กับ Phalaenopsis Kandy Queen ได้น้อมเกล้าฯ ถวายกล้วยไม้พันธุ์พระนามนี้ที่สวนพฤกษศาสตร์เปราเดนนิยา เมืองแคนดี ในเดือนสิงหาคม 2542 กล้วยไม้ฟาแลนนอฟซิส พริ้นเซสจุฬาภรณ์ เป็นกล้วยไม้อิงอาศัย ลำต้นสูง 8-ดอกล้วยไม้เอื้องศรีเชียงดาว
ดอกกล้วยไม้แอสโคเซนต้า
ดอกกล้วยไม้หหวายพันธุ์
และได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรม
ดอกกล้วยไม้รองเท้านารี
พระราชสมภพครบ 9 รอบปีนักษัตร รองเท้านารีลูกผสมระหว่างต้นพ่อพันธุ์ รองเท้านารีโฮลดีนิอาย ( Paphiopedilum Holdenii )และต้นแม่พันธุ์ คือรองเท้านารีดอยตุง ต้นสังวาลย์ 1 ( Paphiopedilum charlesworthii “Sangwan NO.1″ AM/RHT ) โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง, โครงการพัฒนาดอยตุง จ.เชียงราย เป็นผู้ผสมพันธุ์ ให้ดอกครั้งแรกเมื่อ 3 สิงหาคม 2551 ดอกมีสีบานเย็นแดง กระเป๋าและกลีบข้างสัน้ำตาลแดง ส่วนใหญ่จะมี 1 ดอกต่อช่อ ขนาดประมาณ
ดอกกล้วยไม้แคทลียา
แคทลียา “ควีนสิริกิติ์” (Cattleya Queen Sirikhit) บุปผาราชินีเมื่อบริษัท Black & Flory Ltd. แห่งประเทศอังกฤษ ได้คิดค้นกล้วยไม้ลูกผสมระหว่างต้นแม่พันธุ์ แคทลียา โบเบลล์ (Cattleya Bow Bells) และต้นพ่อพันธุ์แคทลียา ออเบรียนเนียนา (Cattleya Obrieniana var. aba) ในปี พ.ศ. 2501 และได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากราชสมาคมพืชสวนอังกฤษ ( The Royal Horticulture Society) จึงได้มีการกราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ขอพระราชทานพระราชานุญาตเชิญพระนามาภิไธย “สิริกิติ์” เป็นชื่อของกล้วยไม้ลูกผสมพันธุ์นี้ว่า แคทลียา “ควีนสิริกิติ์” และไ้ด้ขึ้น
.กล้วยไม้แคทลียา ควีนสิริกิติ์ กล้วยไม้พระนาม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นกล้วยไม้ที่สวยงามมาก มีกลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ออกดอกตลอดปี
และไ้ด้ขึ้น

ทะเบียนลูกผสมใหม่จากราชสมาคมพืชสวนอังกฤษเมื่อวันที่ แคทลียา “ควีนสิริกิติ์” (Cattleya Queen Sirikhit) บุปผาราชินีเมื่อบริษัท Black & Flory Ltd. แห่งประเทศอังกฤษ ได้คิดค้นกล้วยไม้ลูกผสมระหว่างต้นแม่พันธุ์ แคทลียา โบเบลล์ (Cattleya Bow Bells) และต้นพ่อพันธุ์แคทลียา ออเบรียนเนียนา (Cattleya Obrieniana var. aba) ในปี พ.ศ. 2501 และได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากราชสมาคมพืชสวนอังกฤษ ( The Royal Horticulture Society) จึงได้มีการกราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ขอพระราชทานพระราชานุญาตเชิญพระนามาภิไธย “สิริกิติ์” เป็นชื่อของกล้วยไม้ลูกผสมพันธุ์นี้ว่า แคทลียา “ควีนสิริกิติ์” 1 ก.พ. 2501เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2551 ซึ่งถือเป็นวันสตรีไทย ทางสภาสตรีแห่งชาติฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระราชทานดอกกล้วยไม้พระนาม แทคลียา ควีนสิริกิติ์ เพื่อใช้เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ประจำวันสตรีไทยลักษณะทั่วไปเป็นต้นกล้วยไม้สูง 20-40 ซม. ลำลูกกล้วยรูปทรงกระบอก ใบรูปขอบขนาน ดอกออกเดี่ยวหรือเป็นช่อ 1-4 ดอก สีขาวนวล กลีบรองดอกรูปรีแกมสามเหลี่ยม กลีบดอก 5 กลีบ มีกลีบปากแผ่กว้าง ขอบกลีบย่นเป็นคลื่น ตรงกลางกลีบมีแต้มสีเหลืองทองด้านใน เมื่อบานเต็มที่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12-14 ซม. มีกลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ฝักรูปทรงสามเหลี่ยม ออกดอกตลอดปี
ทะเบียนลูกผสมใหม่จากราชสมาคมพืชสวนอังกฤษเมื่อวันที่ แคทลียา “ควีนสิริกิติ์” (Cattleya Queen Sirikhit) บุปผาราชินีเมื่อบริษัท Black & Flory Ltd. แห่งประเทศอังกฤษ ได้คิดค้นกล้วยไม้ลูกผสมระหว่างต้นแม่พันธุ์ แคทลียา โบเบลล์ (Cattleya Bow Bells) และต้นพ่อพันธุ์แคทลียา ออเบรียนเนียนา (Cattleya Obrieniana var. aba) ในปี พ.ศ. 2501 และได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากราชสมาคมพืชสวนอังกฤษ ( The Royal Horticulture Society) จึงได้มีการกราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ขอพระราชทานพระราชานุญาตเชิญพระนามาภิไธย “สิริกิติ์” เป็นชื่อของกล้วยไม้ลูกผสมพันธุ์นี้ว่า แคทลียา “ควีนสิริกิติ์” 1 ก.พ. 2501เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2551 ซึ่งถือเป็นวันสตรีไทย ทางสภาสตรีแห่งชาติฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระราชทานดอกกล้วยไม้พระนาม แทคลียา ควีนสิริกิติ์ เพื่อใช้เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ประจำวันสตรีไทยลักษณะทั่วไปเป็นต้นกล้วยไม้สูง 20-
ดอกกล้วยไม้หน้าลิง
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของ Monkey Orchid ก็คือ Dracula simia โดยดอกของมันจะมีกลิ่นหอมเหมือนส้มสุก กล้วยไม้พันธ์นี้เพิ่งถูกค้นพบในปี 1978 แต่เราสามารถพบกล้วยไม้สกุลเดียวกันอีกกว่า 120 ชนิดในเอควาดอร์ ถ้าอยู่ในสภาพอากาศที่เหมาะสมคือหนาวและไม่ค่อยมีแดด Monkey Orchid จะออกดอกได้ตลอดปี
ดอกกล้ววยไม้หางกระรอก
ส่วน “หางกระรอกแดงเลื้อย” เป็นไม้จากต่างประเทศเช่นกัน แต่ไม่มีบันทึกว่ามาจากประเทศอะไร ถูก นำเข้ามาปลูกประดับและขยายพันธุ์ในประเทศไทยนานกว่า 30 ปีแล้ว โดยในสมัยนำเข้าใหม่ๆได้รับความนิยม จากผู้ปลูกพอประมาณ แต่ไม่เป็นที่แพร่หลาย เนื่องจากลักษณะสายพันธุ์เป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็ก ผู้ ปลูกไม่รู้จะปลูกประดับอย่างไร เลยทำให้ “หางกระรอกแดงเลื้อย” หายหน้าหายตาไปจากวงการไม้ดอกไม้ประดับระยะหนึ่ง
ปัจจุบัน พบมีผู้ขยายพันธุ์ออกวางขายอยู่ โดยนำต้น “หางกระรอกแดงเลื้อย” ปลูกลงกระถางแขวน ปล่อยให้ต้นหรือเถาเลื้อยเส้นลวดที่ใช้แขวนแต่ละต้นแต่ละกระถางแตกกิ่งก้านและมีดอกดกสีสันสวยงามน่ารักมาก ซึ่งผู้ขายบอกว่า เมื่อนำ “หางกระรอกแดงเลื้อย” ปลูกลงกระถางแขวนแล้วสามารถเรียกความสนใจผู้ซื้อได้ดีในเวลานี้
หางกระรอกแดงเลื้อย เป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็ก ต้นหรือเถาสามารถเลื้อยได้ประมาณ 0.1-1 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ก้านใบยาว ใบเป็นรูปพัดจีน หรือรูปกลมรี ขอบจักเป็นฟันเลื่อย สีเขียวสด เวลาใบดกน่าชมยิ่งนัก
ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของดอก หรือรูปทรงของดอกเหมือนกับดอกหางกระรอกแดง ชนิดที่เป็นไม้พุ่มทุกอย่าง แต่ขนาดของดอกชนิดต้นเลื้อยจะสั้นกว่าอย่างชัดเจน เส้นผ่า ศูนย์กลางของดอกจะกว้างกว่าเล็กน้อย จะทำให้เวลามีดอกดกและดอกบานพร้อมกันทั้งต้น จะดูสวยงามมาก ดอกออกตลอดทั้งปี ขยายพันธุ์ด้วยวิธีปักชำกิ่ง มีต้นขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผงตรงกันข้ามกับโครงการ 13 ราคาสอบถามกันเอง
ดอกกล้วยไม้อันชัน
แหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าที่สำคัญของโลกมี 2 แหล่งใหญ่ๆ ด้วยกันคือ ลาตินอเมริกา กับเอเชียแปซิฟิค สำหรับในลาตินอเมริกาเป็นอาณาบริเวณอเมริกากลางติดต่อกับเขตเหนือของอเมริกาใต้
ส่วนแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าในภูมิภาคเอเชีย และแปซิฟิค มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จากการค้นพบประเทศไทยมีพันธุ์กล้วยไม้ป่าเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเจริญงอกงามของกล้วยไม้มาก และกล้วยไม้ป่าที่ในพบในภูมิภาคแถบนี้มีลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แตกต่างจากกล้วยไม้ในภูมิภาคลาตินอเมริกา
วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
ดอกกล้วยไม้เอื่องสามสี
เลี้ยงที่ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง ก็งามดีและให้ดอกแรกครับ
ดอกกล้วยไม้ช้างแต้ม
ดอกกล้วยไม้ป่า
กล้วยไม้ (Orchid) เป็นไม้ส่ง ออกสำคัญของไทย ในโลกมี กล้วยไม้ ในธรรมชาติมากกว่า 25,000 ชนิด นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์ที่ถูกสร้างโดยมนุษย์อีกไม่น้อยกว่า 30,000 ชนิด Orchidtropical "เรา" เป็นมากกว่าร้านค้า กล้วยไม้ ออนไลน์ที่นำเสนอ กล้วยไม้ สวยงามและโดดเด่นหลากหลายสายพันธุ์ให้คุณได้เป็นเจ้าของ "เรา" มีบทความและความรู้เกี่ยวกับ กล้วยไม้ รวมทั้งเรื่องราวที่น่าสนใจต่างๆอีกมากมายพร้อมนำเสนอให้คุณ
ดอกกล้วยไม้ราตรี
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cestrum Nocturnum
วงศ์ : solanaceae
ชื่อสามัญ : Night Jessamine
ชื่ออื่น ๆ : Lady of the Night ,ราตรี, หอมดึก
วงศ์ : solanaceae
ชื่อสามัญ : Night Jessamine
ชื่ออื่น ๆ : Lady of the Night ,ราตรี, หอมดึก
ราตรีเป็นดอกไม้ ที่มีกลิ่นหอมในเวลากลางคืนเมื่อมีดอกมันจะส่งกลิ่นไปไกล กลิ่นไม่ฉุนจนเกินไป มีกลิ่นเย็นเรื่อย ๆ ทำให้ได้อีกชื่อหนึ่งว่า หอมดึก ส่วนมากนิยมปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านเรือน มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะอินดี
วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
ดอกกล้วยไม้เอื้องสายหลวง
ดอกกล้วยไม้เอื้องสายหลวง
ชื่อวิทยาศาสตร์: Dendrobium anosmum Lindl.
ชื่อพ้อง: Dendrobium superbum Rchb.f., Dendrobium macrophyllum Lindl.
ชื่อพื้นเมือง: เอื้องสายหลวง,เอื้องสาย
ลักษณะทั่วไป:
ต้น เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยลำลูกกล้วยคล้ายแท่งดินสอกลมห้อยลง ยาวประมาณ 80 – 150 เซนติเมตร แตกหน่อเจริญเติบโตทางด้านข้าง
ใบ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียวบางรูปรีแกมขอบขนานปลายใบแหลม ใบกว้าง 2 ซม. ยาว 8-10 ซม ใบออกเรียงสลับตามข้อต้น
ดอก ออกดอกเดี่ยวตามข้อต้น 1-2 ดอก กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม กลีบปาก/หลอดยาว เป็นสีม่วงเข็ม ริมปากมีขน ขนาดดอกประมาณ 6-10 ซม.
ราก เป็นแบบรากกึ่งอากาศ (semi-epiphytic)
เมล็ด กุมภาพันธ์ ถึงเมษายนของทุกปี
การปลูก: นิยมปลูกลงในกระถางกล้วยไม้ ใช้วัสดุปลูกกาบมะพร้าวแห้งหรือรากของกระเช้าสีดา รากของเฟินหัสดำ ถ่านไม้ หรือเกาะติดแก่นไม้ บำรุงปุ๋ยกล้วยไม้ฉีดพ่นอาทิตย์ละครั้ง
การดูแลรักษา: ควรให้อยู่ในที่โล่งลมพัดผ่านได้ดี ใช้ซาแลนพรางแสงประมาณ 40-50 %
ส่วนที่มีกลิ่นหอม: ดอก
การใช้ประโยชน์: ไม้ประดับปลูกติดต้นไม้ใหญ่ๆ
ถิ่นกำเนิด: ไทย ประเทศแถบอินโดจีน ฟิลิปปินส์ ศรีลักา และมาเลเซีย
แหล่งที่พบ: ป่าดิบในภาคใต้
ชื่อวิทยาศาสตร์: Dendrobium anosmum Lindl.
ชื่อพ้อง: Dendrobium superbum Rchb.f., Dendrobium macrophyllum Lindl.
ชื่อพื้นเมือง: เอื้องสายหลวง,เอื้องสาย
ลักษณะทั่วไป:
ต้น เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยลำลูกกล้วยคล้ายแท่งดินสอกลมห้อยลง ยาวประมาณ 80 – 150 เซนติเมตร แตกหน่อเจริญเติบโตทางด้านข้าง
ใบ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียวบางรูปรีแกมขอบขนานปลายใบแหลม ใบกว้าง 2 ซม. ยาว 8-10 ซม ใบออกเรียงสลับตามข้อต้น
ดอก ออกดอกเดี่ยวตามข้อต้น 1-2 ดอก กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม กลีบปาก/หลอดยาว เป็นสีม่วงเข็ม ริมปากมีขน ขนาดดอกประมาณ 6-10 ซม.
เมล็ด กุมภาพันธ์ ถึงเมษายนของทุกปี
การปลูก: นิยมปลูกลงในกระถางกล้วยไม้ ใช้วัสดุปลูกกาบมะพร้าวแห้งหรือรากของกระเช้าสีดา รากของเฟินหัสดำ ถ่านไม้ หรือเกาะติดแก่นไม้ บำรุงปุ๋ยกล้วยไม้ฉีดพ่นอาทิตย์ละครั้ง
การดูแลรักษา: ควรให้อยู่ในที่โล่งลมพัดผ่านได้ดี ใช้ซาแลนพรางแสงประมาณ 40-50 %
ส่วนที่มีกลิ่นหอม: ดอก
การใช้ประโยชน์: ไม้ประดับปลูกติดต้นไม้ใหญ่ๆ
ถิ่นกำเนิด: ไทย ประเทศแถบอินโดจีน ฟิลิปปินส์ ศรีลักา และมาเลเซีย
แหล่งที่พบ: ป่าดิบในภาคใต้
ดอกกล้วยไม้ ช้างกระ
ดอกกล้วยไม้ช้างกระ
มีดอกกล้วยไม้ช้างกระมาแนะนำเพื่อนๆ ที่อยากเลี้ยงกล้วยไม้ช้างกระ จริงๆ แล้วกล้วยไม้ชนิดนี้เป็นกล้วยไม้ป่า ถ้าเป็นชาวบ้านเข้าจะเรียกกล้วยไม้ช้างกระเป็นภาษาพื้นเมืองว่า "เอื้องต๊กโต" แต่เพื่อนๆ คงจะคุ้นกับชื่อกล้วยไม้ช้างกระกันมากกว่า ถ้าใครที่ชอบกล้วยไม้หรือคิดว่าจะเลี้ยงกล้วยไม้พันธุ์นี้ก็ตามช้างกระเป็นกล้วยไม้ป่า ใบจะมีลักษณะเป็นใบหน้าและก็แข็ง ความยาวจะประมาณ 25 - 30 เซนติเมตร ส่วนความกว้างนั้นจะอยูประมาณ 5-7 เซนติเมตร ใบจะเรียงกันขึ้นไปเป็นแนว ซึ่งดูแล้วก็เป็นเสน่ห์ของกล้วยไม้ช้างกระ
ดูแลกล้วยไม้ช้างกระ
เนื่องจากว่ากล้วยไม้ช้างกระเป็นกล้วยไม้ป่า ดังนั้นเราไม่ควรรดน้ำต้นไม้ให้มากจนเกินไป นอกจากดอกจะไม่ค่อยออกแล้วอาจจะทำให้กล้วยไม้เป็นเชื้อราอีกด้วย และควรรดน้ำกล้วยไม้ช้างกระนี้ประมาณช่วง 10.00 น. เพราะว่าช่วงนี้มีแสงแดดทำให้กล้วยไม้ไม่เป็นเชื้อรา
ก็เป็นข้อมูลเกี่ยวกับ "กล้วยไม้ช้างกระ" ที่เพื่อนๆ ควรจะรู้ก่อนการเลี้ยงนะ การเลี้ยงกล้วยไม้นั้นคุณจะภาคภูมิใจมากถ้ากล้วยไม้ของคุณออกดอก ยิ่งดกก็ยิ่งดี
มีดอกกล้วยไม้ช้างกระมาแนะนำเพื่อนๆ ที่อยากเลี้ยงกล้วยไม้ช้างกระ จริงๆ แล้วกล้วยไม้ชนิดนี้เป็นกล้วยไม้ป่า ถ้าเป็นชาวบ้านเข้าจะเรียกกล้วยไม้ช้างกระเป็นภาษาพื้นเมืองว่า "เอื้องต๊กโต" แต่เพื่อนๆ คงจะคุ้นกับชื่อกล้วยไม้ช้างกระกันมากกว่า ถ้าใครที่ชอบกล้วยไม้หรือคิดว่าจะเลี้ยงกล้วยไม้พันธุ์นี้ก็ตามช้างกระเป็นกล้วยไม้ป่า ใบจะมีลักษณะเป็นใบหน้าและก็แข็ง ความยาวจะประมาณ 25 - 30 เซนติเมตร ส่วนความกว้างนั้นจะอยูประมาณ 5-7 เซนติเมตร ใบจะเรียงกันขึ้นไปเป็นแนว ซึ่งดูแล้วก็เป็นเสน่ห์ของกล้วยไม้ช้างกระ
-
ข้อมูลกล้วยไม้ช้างกระ
ดูแลกล้วยไม้ช้างกระ
เนื่องจากว่ากล้วยไม้ช้างกระเป็นกล้วยไม้ป่า ดังนั้นเราไม่ควรรดน้ำต้นไม้ให้มากจนเกินไป นอกจากดอกจะไม่ค่อยออกแล้วอาจจะทำให้กล้วยไม้เป็นเชื้อราอีกด้วย และควรรดน้ำกล้วยไม้ช้างกระนี้ประมาณช่วง 10.00 น. เพราะว่าช่วงนี้มีแสงแดดทำให้กล้วยไม้ไม่เป็นเชื้อรา
ก็เป็นข้อมูลเกี่ยวกับ "กล้วยไม้ช้างกระ" ที่เพื่อนๆ ควรจะรู้ก่อนการเลี้ยงนะ การเลี้ยงกล้วยไม้นั้นคุณจะภาคภูมิใจมากถ้ากล้วยไม้ของคุณออกดอก ยิ่งดกก็ยิ่งดี
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
